คัมภีร์ที่ 005 市场之语
BUY SELL คืออะไร? Long Short ต่างกันยังไง ฮองเฮาสอนมือใหม่
《BUY กับ SELL — สองแม่ทัพแห่งตลาด》


สองแม่ทัพกลางสนามรบ
กลางลานประลองมีแม่ทัพสองคนยืนหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งร่างใหญ่ มีเขาโค้งขึ้นฟ้า ชื่อแม่ทัพ Bull อีกคนขนหนา อุ้งเท้าหนัก ชื่อแม่ทัพ Bear
แม่ทัพ Bull ยกดาบขึ้นแล้วประกาศ "ข้าเชื่อว่าของสิ่งนี้จะแพงขึ้น ข้าจึงซื้อเก็บไว้ก่อน" แล้วราคาบนแผนที่ก็ขยับขึ้นทีละขั้น
แม่ทัพ Bear ตบอุ้งเท้าลงพื้น "ข้าเชื่อว่ามันแพงเกินไปแล้ว ข้าจึงขายออกก่อนที่มันจะถูกลง" ราคาบนแผนที่ก็ค่อยๆ ไหลลง
น้องหญิงยืนถือธงสองสี มองซ้ายทีขวาที "แล้วข้าต้องเชียร์ใครเพคะ ใครคือฝ่ายดี"
ฮองเฮาหัวเราะแล้วดึงธงทั้งสองผืนมาถือไว้ "ไม่มีใครดีหรือเลวเจ้า ทั้งสองคือทิศทางเฉยๆ วันไหนราคาจะขึ้น เราเดินตาม Bull วันไหนราคาจะลง เราเดินตาม Bear คนที่แพ้คือคนที่ยืนถือธงผิดสีแล้วไม่ยอมเปลี่ยนต่างหาก"
BUY คือเดิมพันว่าขึ้น SELL คือเดิมพันว่าลง
คำสั่ง (Order) ที่เราส่งเข้าไปในตลาดมีสองทิศทางหลัก คือ BUY กับ SELL ฟังดูง่าย แต่มือใหม่มักงงตรงที่ว่า ทำไมบางคนถึง "ขาย" ของที่ยังไม่ได้ซื้อได้
BUY หรือที่นักเทรดเรียกว่าการเปิดสถานะ Long คือการเข้าซื้อเพราะเราคิดว่าราคาจะสูงขึ้น ถ้าราคาขึ้นตามที่คิด เราขายออกแล้วได้ส่วนต่างเป็นกำไร ถ้าราคาลง เราขาดทุน
SELL หรือการเปิดสถานะ Short คือการเข้าขายเพราะเราคิดว่าราคาจะต่ำลง ในตลาดอย่าง Forex ทองคำ และ Futures เราเปิดคำสั่ง SELL ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีของอยู่ก่อน เพราะสิ่งที่เราซื้อขายคือสัญญา ไม่ใช่ตัวทองคำจริง ถ้าราคาลงตามที่คิด เราปิดคำสั่งแล้วได้ส่วนต่าง ถ้าราคาขึ้น เราขาดทุน
สำหรับมือใหม่ที่เทรดหุ้นไทย ในทางปฏิบัติเราจะ "ซื้อก่อนแล้วขายทีหลัง" เป็นหลัก การขายชอร์ตหุ้นไทยมีอยู่จริงแต่มีเงื่อนไขเยอะ ต้องใช้บัญชีประเภทเฉพาะและต้องยืมหุ้นมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องของมือใหม่เดือนแรก
สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ทั้ง BUY และ SELL ขาดทุนได้เท่ากัน การเลือก SELL ไม่ได้ปลอดภัยกว่า และไม่ได้แปลว่าเจ้าฉลาดกว่าคนที่ BUY
- BUY = Long = คิดว่าราคาจะขึ้น กำไรเมื่อขึ้น ขาดทุนเมื่อลง
- SELL = Short = คิดว่าราคาจะลง กำไรเมื่อลง ขาดทุนเมื่อขึ้น
- ในทอง Forex และ Futures เปิด SELL ได้เลยเพราะเทรดสัญญา ไม่ได้ถือของจริง
- หุ้นไทยสำหรับมือใหม่ ให้เริ่มจาก BUY ก่อนขายทีหลังเป็นหลัก
BUY คือส่งทัพไปยึดเนินเขาเพราะเชื่อว่าเนินนี้จะมีค่ามากขึ้น SELL คือปล่อยเนินที่ถืออยู่เพราะเชื่อว่ามันกำลังจะเสื่อมค่า ส่วนที่ประตูเมืองจะมีนายด่านยืนอยู่เสมอ ราคาที่นายด่านยอมรับซื้อจากเจ้า กับราคาที่เขายอมขายให้เจ้า ไม่เคยเท่ากัน ส่วนต่างนั้นคือค่าผ่านประตู
BUY (Long) คือการเปิดสถานะโดยคาดว่าราคาจะสูงขึ้น และ SELL (Short) คือการเปิดสถานะโดยคาดว่าราคาจะต่ำลง ในแพลตฟอร์มจะมีราคาสองราคาเสมอ คือ Bid (ราคาที่ตลาดรับซื้อจากเรา ใช้ตอนเราขาย) และ Ask หรือ Offer (ราคาที่ตลาดขายให้เรา ใช้ตอนเราซื้อ) Ask จะสูงกว่า Bid เสมอ ส่วนต่างระหว่างสองราคานี้เรียกว่า Spread ซึ่งคือต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีที่เปิดคำสั่ง
บนหน้าจอทองคำแสดง Bid 2,399.70 และ Ask 2,400.00 ถ้าน้องหญิงกด BUY จะได้ราคา 2,400.00 แต่ถ้ากดปิดทันทีในวินาทีถัดมา จะปิดที่ราคา Bid คือ 2,399.70 นั่นแปลว่าเปิดปุ๊บติดลบ 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทันทีโดยที่ราคายังไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว ราคาจึงต้องวิ่งไปทางที่เราคิดอย่างน้อย 0.30 ก่อน เราถึงจะเริ่มเสมอตัว
อย่ากด SELL เพียงเพราะราคาขึ้นมาเยอะแล้วรู้สึกว่า "มันน่าจะลงแล้วมั้ง" ความรู้สึกว่าแพงเกินไปไม่ใช่สัญญาณ ราคาที่แพงแล้วยังแพงต่อได้อีกนาน และการ SELL ผิดทางในตลาดที่ราคาวิ่งขึ้นแรง เจ็บกว่าที่คิดมาก เพราะราคามีเพดานล่างที่ศูนย์ แต่ไม่มีเพดานบน
ตัวอย่างจริง: สองคำสั่ง สี่ผลลัพธ์
สมมติราคาทองคำ (XAUUSD) อยู่ที่ 2,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ น้องหญิงเปิดคำสั่งขนาดเล็กที่สุดคือหนึ่งออนซ์ เพื่อให้ตัวเลขดูง่าย แล้วดูว่าเกิดอะไรได้บ้าง
ถ้าน้องหญิงกด BUY ที่ 2,400 แล้วราคาไปถึง 2,410 กำไรคือ 10 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาลงไป 2,390 ขาดทุนคือ 10 ดอลลาร์
ถ้าน้องหญิงกด SELL ที่ 2,400 แล้วราคาลงไป 2,390 กำไรคือ 10 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาขึ้นไป 2,410 ขาดทุนคือ 10 ดอลลาร์
ทีนี้ลองดูฝั่งหุ้นไทยบ้าง น้องหญิงซื้อหุ้น ก. 100 หุ้นที่ราคาหุ้นละ 10 บาท ใช้เงิน 1,000 บาท ถ้าขายที่ 11 บาทได้กำไร 100 บาท ถ้าขายที่ 9 บาทขาดทุน 100 บาท ตัวเลขก่อนหักค่าธรรมเนียมทั้งหมด
สังเกตให้ดีเจ้า จำนวนกำไรกับจำนวนขาดทุนสมมาตรกันเสมอ ตลาดไม่ได้ใจดีกับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง สิ่งเดียวที่ทำให้เราอยู่รอดคือขนาดคำสั่งกับจุดถอยทัพ ไม่ใช่การเดาทิศทางให้ถูกทุกครั้ง
| คำสั่ง | เราคาดว่าราคาจะ | ได้กำไรเมื่อ | ขาดทุนเมื่อ |
|---|---|---|---|
| BUY (Long) ทองที่ 2,400 | ขึ้น | ราคาไป 2,410 ได้ 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ | ราคาไป 2,390 เสีย 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ |
| SELL (Short) ทองที่ 2,400 | ลง | ราคาไป 2,390 ได้ 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ | ราคาไป 2,410 เสีย 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ |
| ซื้อหุ้น ก. 100 หุ้นที่ 10 บาท | ขึ้น | ขายที่ 11 บาท ได้ 100 บาท | ขายที่ 9 บาท เสีย 100 บาท |
| ไม่เปิดคำสั่งเลยในวันที่ไม่เข้าใจกราฟ | อะไรก็ได้ | พระคลังยังอยู่ครบทุกบาท | ไม่มี นอกจากความคันไม้คันมือ |









ภารกิจเลือกธง: ฮองเฮาจะกางแผนที่สนามรบขนาดเล็กให้ดู หน้าที่ของเจ้าคือตัดสินใจว่าศึกนี้ควรเดินตามแม่ทัพ Bull ด้วยคำสั่ง BUY หรือเดินตามแม่ทัพ Bear ด้วยคำสั่ง SELL แล้วฟังเหตุผลว่าทำไม จำไว้ว่าในสนามซ้อมนี้ ตอบผิดไม่เสียแม้แต่บาทเดียว เสียแค่ความมั่นใจนิดหน่อย ซึ่งซ่อมได้
ลูกร้องตอนกำลังจะกดปุ่ม กดผิดข้างเลย
น้องหญิงคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งใจจะกด BUY แต่องค์หญิงร้องขึ้นมาพอดี มือลั่นไปโดน SELL แล้วกว่าจะรู้ตัวก็อีกยี่สิบนาทีต่อมา ตอนนั้นราคาวิ่งขึ้นไปไกลแล้ว
ฮองเฮาเจอมากับตัวเหมือนกันเจ้า และบทเรียนคือ อย่ากดคำสั่งในจังหวะที่มืออีกข้างกำลังอุ้มลูก คำสั่งที่กดด้วยมือเดียวและใจอีกครึ่งเดียว มักเป็นคำสั่งที่แพงที่สุด
วิธีที่ถูกต้องคือ ถ้าลูกร้องขึ้นมาก่อนกด ให้วางมือถือลงแล้วไปหาลูกก่อน ราคาจะวิ่งไปแล้วก็ช่างมัน โอกาสในตลาดมีทุกวัน ส่วนลูกร้องรอไม่ได้
และถ้ากดผิดข้างไปแล้วจริงๆ ให้ปิดคำสั่งนั้นทันทีที่เห็น อย่าปล่อยไว้ด้วยความหวังว่าเดี๋ยวมันจะกลับมา คำสั่งที่เกิดจากความผิดพลาด ไม่ใช่แผนการศึก มันคืออุบัติเหตุ และอุบัติเหตุต้องรีบเก็บกวาด ไม่ใช่รอให้มันโตขึ้น
น้องหญิงวิเคราะห์แล้วเชื่อว่าราคาทองคำกำลังจะลง ควรทำอย่างไรถึงจะสอดคล้องกับความคิดนั้น
เวลาเรา BUY สิ่งที่แย่ที่สุดที่เกิดได้คือราคาลงไปถึงศูนย์ ความเสียหายจึงมีขอบเขต แต่เวลาเรา SELL ราคาสามารถวิ่งขึ้นไปได้ไม่มีเพดาน ในทางทฤษฎีความเสียหายจึงไม่มีขีดจำกัด
ในทางปฏิบัติ ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ระบบจะบังคับปิดคำสั่งให้เอง ซึ่งฮองเฮาเรียกว่ากองทัพแตกพ่าย และมันเจ็บกว่าการถอยทัพเองด้วยจุดตัดขาดทุนที่เราตั้งไว้มาก
ฉะนั้นไม่ว่าจะเลือกธงสีไหน กฎเดียวกันใช้เสมอ คือรู้ล่วงหน้าว่าจะยอมผิดได้ถึงราคาเท่าไหร่ แล้วตั้งจุดถอยทัพไว้ตั้งแต่ก่อนกดปุ่ม ไม่ใช่ตั้งตอนที่ตัวเลขสีแดงเริ่มบานแล้ว
สรุปคัมภีร์
- BUY หรือ Long คือการเดิมพันว่าราคาจะขึ้น ได้กำไรเมื่อขึ้น ขาดทุนเมื่อลง
- SELL หรือ Short คือการเดิมพันว่าราคาจะลง ได้กำไรเมื่อลง ขาดทุนเมื่อขึ้น
- ในทองคำ Forex และ Futures เปิด SELL ได้ทันทีเพราะเราเทรดสัญญา ไม่ได้ถือของจริง
- มือใหม่ที่เทรดหุ้นไทยให้เริ่มจากซื้อก่อนขายทีหลัง เพราะการชอร์ตหุ้นไทยมีเงื่อนไขและต้องยืมหุ้นมาก่อน
- Bid คือราคาที่ตลาดรับซื้อจากเรา Ask คือราคาที่ตลาดขายให้เรา และ Ask สูงกว่า Bid เสมอ
- ทั้งสองทิศทางขาดทุนได้เท่ากัน สิ่งที่ทำให้รอดคือขนาดคำสั่งและจุดถอยทัพ ไม่ใช่การเดาถูกทุกครั้ง
BUY กับ SELL ต่างกันอย่างไร
BUY คือการเปิดสถานะโดยคาดว่าราคาจะสูงขึ้น ได้กำไรเมื่อราคาขึ้นและขาดทุนเมื่อราคาลง ส่วน SELL คือการเปิดสถานะโดยคาดว่าราคาจะต่ำลง ได้กำไรเมื่อราคาลงและขาดทุนเมื่อราคาขึ้น นักเทรดเรียก BUY ว่า Long และเรียก SELL ว่า Short ทั้งสองทิศทางมีโอกาสขาดทุนเท่ากัน ไม่มีฝั่งไหนปลอดภัยกว่า
ทำไมถึงขายของที่ยังไม่ได้ซื้อได้
เพราะในตลาดอย่าง Forex ทองคำ และ Futures สิ่งที่เราซื้อขายคือสัญญาที่อ้างอิงราคา ไม่ใช่ตัวสินค้าจริง เราจึงเปิดคำสั่ง SELL ก่อนแล้วปิดด้วยการซื้อกลับทีหลังได้ ส่วนหุ้นไทยการขายชอร์ตมีอยู่จริงแต่ต้องใช้บัญชีประเภทเฉพาะและต้องยืมหุ้นมาก่อน จึงไม่เหมาะกับมือใหม่ในช่วงแรก
Bid กับ Ask คืออะไร ทำไมเปิดคำสั่งแล้วติดลบทันที
Bid คือราคาที่ตลาดรับซื้อจากเรา ใช้ตอนเราขาย ส่วน Ask คือราคาที่ตลาดขายให้เรา ใช้ตอนเราซื้อ และ Ask จะสูงกว่า Bid เสมอ ส่วนต่างนี้เรียกว่า Spread ซึ่งคือต้นทุนของการเปิดคำสั่ง จึงเป็นเหตุผลที่หน้าจอแสดงตัวเลขติดลบเล็กน้อยทันทีที่เปิด แม้ราคาจะยังไม่ขยับเลยก็ตาม
อ่านจบแล้วใช่ไหมน้องหญิง?
กดรับตราประทับ แล้วฮองเฮาจะบันทึกความก้าวหน้าให้
คำศัพท์จากคัมภีร์นี้
คัมภีร์นี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง ตัวเลขในตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมติเพื่อการเรียนรู้